Fwd

(จาก Fwd Mail ครับ)

***เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรใช้วิจารณญาณในการอ่าน***

พอดีเมื่อวานไปถวายเทียนพรรษาที่วัดหลวงพ่อโอภาษีครับ
คิดว่าเพื่อนๆที่อยู่แถวพระราม2 คงรู้จักกันทุกคน

เข้าเรื่องเลยนะครับ

ผมก็ไปกับที่บ้านรวม 5 คน เข้าไปถึงกุฎิที่พ่อผมบอกว่า
เป็นพี่ชายของเจ้าอาวาสเป็นหลวงพ่อ อายุราวๆ 70 ตาซ้ายเสียอ่ะครับ
เห็นบอกว่าองค์นี้เก่งมากก็เข้าไปถวายเทียนพรรษาพร้อมๆกับอีกหลายๆคน
ที่มาหาหลวงพ่อเช่นกันพอถวายเทียนเสร็จหลวงพ่อท่านก็เล่าว่าท่านนิมิต(ฝัน)ว่า

ท่านได้ไปนรกครับไปเจอเท้าเทพสุวรรณ(ยมฑูต)
ท่านก็เล่าว่า ท่านถามสุวรรณว่าท่านตายแล้วเหรอ?

สุวรรณบอกว่าท่านยังไม่ตายแต่จะพาไปเที่ยว
แล้วเค้าก็พาหลวงพ่อเดินไป เดินไปเรื่อยๆ
จนถึงระยะหนึ่ง หลวงพ่อหยุดเดิน สุวรรณที่เดินนำ

ก็เดินกลับมาครับ แล้วถามว่า หยุดทำไม?
ท่านก็ตอบว่า เดินตั้งนานแล้วในนรกไม่เห็นมีอะไรเลย

ระหว่างนั้นท่านก็บรรยายบรรยกาศของนรกว่า
นรกมีไฟเพลิงสีส้มแดง แต่ไม่มีควัน แล้วก็ไม่ร้อน

ที่ท่านไม่ร้อนเพราะท่านมีบุญดีอยู่
แล้วสุวรรณก็ถามต่อครับว่า อยากเห็นอะไรละ?

ท่านตอบว่า อยากเห็นต้นงิ้ว และกะทะทองแดง
สุวรรณบอกว่าไม่มีหรอก มนุษย์อุปโหลกขึ้นมาเองทั้งนั้น

ในนี้มีแต่ไฟโลกัณฑ์ เดินไปอีกหน่อยแล้วจะรู้เอง

ท่านก็ได้เดินต่อไป สิ่งที่ท่านเห็นก็คือ เหวที่มีไฟแดงฉานอยู่ข้างล่าง

สุวรรณบอกว่า ใครทำกรรมชั่วมากก็จะอยู่ข้างล่างสุด
ทำกรรมชั่วน้อยก็จะอยู่ข้างบน ซึ่งข้างล่างจะร้อนกว่าข้างบน

คราวนี้เดินต่อไปเรื่อยๆ ท่านก็เห็นทางสามแพร่ง

มีน้ำกันอยู่ จึงได้ถามสุวรรณว่านี้คืออะไร
สุวรรณตอบว่านี่คือทางไปนรก สวรรค์ โลกมนุษย์

ซึ่งมีคนยืนในช่องทางไปโลกเยอะมากๆ
มีบางคนแอบซุกเพื่อหลบน้ำที่จะต้องผ่าน

ท่านจึงถามว่าน้ำนี่คืออะไร สุวรรณตอบว่าน้ำนี่ใช้ชะล้างจิตใจ ให้ลืมอดีต
แล้วไปเกิดใหม่ คนที่หลบหลีกน้ำนี้ไปได้จะต้องเป็นทุกข์
(ที่เข้าใจคือระลึกชาติได้)

แล้วท่านก็เล่าว่า พวก สส.ที่มันได้ดีเพราะมันกินบุญเก่า
เหมือนปลูกต้นแอปเปิ้ลไว้ ตัวเองปลูกตัวเองก็ได้กิน
เมื่อต้นแอปเปิ้ลหมดก็อดกิน ก็เหมือนกับพวก สส.ที่กินบุญเก่าอยู่
เราไม่สามารถไปทำอะไรเค้าได้ ต้องรอให้เค้าหมดบุญไปเอง

หลวงพ่อท่านก็ถามสุวรรณต่อว่าวิญญาณมนุษย์ไปเกิดก็เยอะ
แล้ววิญญาณที่ยังอยู่ที่โลกก็เยอะทำไมไม่จับมาให้หมด สุวรรณก็ตอบว่า
จับมาไม่ได้เพราะเค้ายังไม่หมดอายุขัย ร่างกายคนเรามี สังขาร (ร่างกาย)
และจิตวิญญาณ เมื่อละสังขารแล้วแต่ยังไม่ละจิตวิญญาณ คือยังไม่ถึงที่ตาย
เช่นพวกฆ่าตัวตาย หรือถูกรถชนตาย วิญญานก็จะต้องวนเวียนอยู่ในโลก
ไปจนกว่าจะถึงเวลาที่ละวิญญาณแล้วถึงจะไปรับมาได้

ท่านจึงถามต่อว่า พ่อหลวงจะมีอายุยืนยาวไหม?
สุวรรณตอบว่า ท่านสิ้นอายุขัยแล้วแต่มีคนต่ออายุขัยให้ท่าน
ซึ่งก็คือพี่สาวของท่านเอง

แล้วประเทศไทยละจะเป็นอย่างไรต่อไป?
สุวรรณตอบว่า บอกไม่ได้

แล้วหลวงพ่อก็เดินต่อไปอีก คราวนี้ไปเจอแอ่งน้ำลักษณะเหมือนเขื่อน

ซึ่งมองไปที่กำแพงกั้นน้ำ สิ่งที่ท่านเห็นคือม้าตัวผอมเซียว
ซึ่งมี พระเจ้าตาก และ พระปิยะมหาราช ยื่นขวางลำน้ำอยู่

ท่านบอกว่า ที่เห็นอยู่คือกษัตริย์เก่าๆช่วยไม่ให้กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วม

จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ม้าจะหมดแรง
จากความหนาวของน้ำและการอดอาหารมานาน

หลวงพ่อท่านพูดจบน้ำตาท่านก็ไหลออกมา
แล้วบอกให้ทุกคนที่ได้รับฟังเรื่องราวของท่านว่าเป็นนิมิตของท่าน
จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ เพราะท่านก็ยังคิดว่า

เป็นความฝันของท่าน...

แต่ท่านก็กำชับกับทุกๆคนเอาไว้ว่า
เวลาไปที่วงเวียนใหญ่ หรือพระบรมรูปทรงม้า
หรือที่ไหนก็แล้วแต่ที่มี พระบรมรูป
ให้กราบไหว้โดยนำ หญ้าที่ม้ากิน
ล้างให้สะอาดไปถวายด้วย
เพื่อให้ม้ามีกำลังยืนต่อไปได้

ผมก็คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกคนมองข้ามไปจริงๆ
เพราะคนส่วนมากเวลาไปไหว้
ก็จะนำแต่ดอกไม้ไปไหว้เท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือมันแปลกมากที่อยู่ๆ
เข้าไปถวายเทียนแล้วท่านก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

ในเมื่อมีโอกาสได้รับรู้ก็ควรเผยแพร่แก่ทุกๆคนครับ

ก็อยากจะฝากเพื่อนๆ แต่อันนี้
สุดแล้วแต่ความเชื่อครับ
ขอบคุณครับ

ที่มา Fwd Mail

ใครที่ไม่ได้ไปนั่งฟังการบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี   ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง
” กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก ”
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ” จิตประภัสสร ” ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี
” แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข ”

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา

” แข่งกันดี ไม่ดีสักคน    ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน ”
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า ” เจ้ากรรมนายเวร “   ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์   ฉะนั้น เราต้อง ถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ” ไฟสุมขอน ” ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี ” แผ่เมตตา ” หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา  แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง

90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ” ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น ”
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ” อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน ”
” อยู่กับปัจจุบันให้เป็น “   ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี ” สติ ” กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
” ตัณหา ” ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่ เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วย น้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วย เชื้อ  ธรรมชาติของตัณหา คือ ” ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม ” ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม
เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลา ไม่ใช่มีไว้  ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร
แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่ คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์

เราต้องถามตัวเองว่า ” เกิดมาทำไม ” ” คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน
” ตามหา ” แก่น ” ของชีวิตให้เจอ

คำว่า “พอดี” คือถ้า “พอ” แล้วจะ”ดี”   รู้จัก  “พอ” จะมีชีวิตอย่างมีความสุข

ท่านที่ได้รับโปรดส่งต่อไปให้แก่คนที่ท่านรักแลปรารถนาดี เป็นบุญเป็นกุศลยิ่งนัก
สัพพะทานัง ธัมมะธานัง ชินาติ
‘ การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง ‘
จงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว จงประสพแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ
และ ปฏิภาณธนสารสมบัติทุกประการ

สาธุ สาธุ สาธุ

ที่มา : FWD Mail

edit @ 11 Nov 2009 01:22:17 by thmusic.in.th

edit @ 11 Nov 2009 16:49:24 by thmusic.in.th